Tuesday, November 14, 2006
Thursday, November 09, 2006
This Entry Has No Title
ไม่มีที่ไปจากนี้
ที่เดิมไม่มีอีกแล้ว
จากตรงนี้ก็ยังไม่รู้จะไปไหนดี
ทุกวันก็เป็นอย่างนี้
และคงจะเป็นอย่างนี้
Van Gogh (1991, Maurice Pialat)

ภาพนี้มีชื่อว่า La Meridienne ou La Sieste (1889-90) เป็นผลงานของจิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก วินเซนต์ แวน โกะ
ที่โพสต์รูปนี้เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว Black Forest ได้รับของฝากเป็นโปสการ์ดแผ่นหนึ่งจากคุณ Tete ซึ่งไปเที่ยวที่ฝรั่งเศส โดยรูปบนโปสการ์ดแผ่นที่คุณ Tete นำมาฝากนั้นก็คือรูป La Meridienne ou La Sieste
La Meridienne ou La Sieste ทำให้ตัวเองนึกถึงหนังเรื่องโปรดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นหนังที่มีชื่อเรื่องชื่อเดียวกับชื่อของจิตรกรที่เรากำลังพูดถึง นั่นก็คือ Van Gogh (1991, Maurice Pialat)
Van Gogh เล่าเรื่องราวในช่วง 3 เดือนสุดท้ายในชีวิตแวน โกะ ที่เดินทางไปรักษาตัวที่ออแวร์ ซูร์ อัว (Auvers sur Oise) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบที่ห่างออกไปจากกรุงปารีสเพียง 30 กิโลเมตร ถ้าใครเคยอ่านประวัติของแวน โกะ มาก่อนคงทราบว่า ช่วงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น โรคร้ายได้คุกคามคุกคามเขา จนต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง กระทั่งเขาต้องเข้ารับการรักษาบำบัดอาการอย่างถาวรภายใต้การดูแลของ ดร.เฟลิกซ์ เรย์ (Dr. Felix Rey) ในแซงต์ เรมี (Saint-Remy)
และแม้ว่าเขาจะต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ แต่ 3 เดือนสุดท้ายในออแวร์ ซูร์ อัว ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน แวน โกะ รังสรรค์ผลงานศิลปะบนผืนผ้าใบไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1980 แวน โกะ ได้เสียชีวิตลงจากพิษบาดแผลที่เกิดจากการใช้ปืนยิงตัวตาย

Maurice Pialat สร้างหนังเรื่องนี้โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “อัตชีวประวัติ” ของแวน โกะ มากจนเกินไป และไม่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิตงานของศิลปินอย่างละเอียดลออเหมือนใน El Sol del membrillo (1992, Victor Erice) ทว่าเน้นความสำคัญไปที่ “อารมณ์ที่เที่ยงแท้ของศิลปิน” โดยเรื่องราวในหนังได้แสดงให้เห็นถึงบริบทของการใช้ “ชีวิต” และความสัมพันธ์กับ “คนแวดล้อม”
Van Gogh เป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่เข้าใจ “ความธรรมดาของชีวิต” เป็นอย่างดี ตัวหนังจึงถูกเล่าเรื่องโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเร้าอารมณ์ มองตัวละครแบบภาวะวิสัย ทุกฉากทุกตอนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีการใช้เทคนิควิธีทางภาพยนตร์อันน่าตื่นเต้นชวนติดตามในความรู้สึกของคนทั่วไป แวน โกะ ในแบบฉบับของ Pialat จึงกลายเป็นปุถุชนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง คนที่อาจไม่มีใครมองเห็น สามารถถูกทอดทิ้ง มีความเจ็บปวดรวดร้าว และตกเป็นเหยื่อของความล้าสมัยแห่งกาลเวลา
Jacques Dutronc ชายผู้รับบทแวน โกะ มีเทคนิคการแสดงที่ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมาย แต่อารมณ์ที่ดูเป็นธรรมชาติของเขากลับมีรายละเอียดที่น่าค้นหา เมื่อผสานเข้ากับบุคลิกลักษณะที่ซูบผอมและเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของเขาด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลให้ตัวละครตัวนี้เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญาณของศิลปินแบบเกินพิกัด
Black Forest ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เลยฮะ มันเป็นหนังที่ให้ความลุ่มลึกเงียบสงบคล้ายกับหนังเรื่อง Monday Morning (2002, Otar Iosseliani) ที่ต่างก็แสดงให้เห็นถึงความรื่นรมย์และความเหงาหงอยของมนุษย์ ที่เปรียบได้กับภาพวาดธรรมชาติที่เรียบง่ายและเงียบสงบงดงาม ภาพกองฟางยามต้องแสงอาทิตย์ด้วยการใช้สีที่มีชีวิตชีวา การปัดพู่กันแบบหยาบๆ แบบเดียวกับภาพวาด La Meridienne ou La Sieste ของแวน โกะ
หมายเหตุ
--อย่าสับสนระหว่างรูป La Meridienne ou La Sieste ของแวน โกะ กับรูป La Méridienne ของ Jean-François Millet
--Van Gogh : An Overview
Monday, November 06, 2006
Wednesday, November 01, 2006
The Merchant of Venice (2004, Michael Radford) : Two Types of Relationships

ข้อความต่อไปนี้คัดลอกมาจากข้อความที่ตัวเองเขียนเอาไว้ใน Screenout เมื่อ May 31, 2005
ใน The Merchant of Venice นั้น มีการแสดงลักษณะของความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมาก ๆ ความสัมพันธ์ที่ว่านี้มีอยู่ 2 ประการ
1. ความสัมพันธ์แบบสังโยค คือ ความสัมพันธ์ที่แยกกันได้ เช่น คนสัมพันธ์กับเก้าอี้ คนสัมพันธ์กับจานข้าว คนสัมพันธ์กับเสียงเพลง คนสัมพันธ์กับภาพยนตร์ เราสามารถแยกคนออกจากเก้าอี้ จานข้าว เสียงเพลง และภาพยนตร์ได้ มันสัมพันธ์กันเฉพาะกิจเท่านั้น ไม่มีสิ่งเหล่านั้นคนก็ยังอยู่ได้
2. ความสัมพันธ์แบบสมวาย คือ ความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ได้ เช่น สีของดอกกุหลาบกับกลีบกุหลาบ เปลวไฟกับความร้อน หรือเลือดกับเนื้อ เราไม่สามารถแยกสีของดอกกุหลาบออกจากกลีบกุหลาบ ไม่สามารถแยกความร้อนออกจากเปลวไฟ และไม่สามารถแยกเลือดออกจากเนื้อได้ มันประกอบกันอยู่เป็นอย่างนั้น มีสิ่งหนึ่งก็ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งติดมาด้วย อย่างนี้เป็นความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ได้
The Merchant of Venice จับเอาความสัมพันธ์สองแบบนี้มาผูกเป็นเรื่องราว เป็นไคลแม็กซ์ เป็นหัวใจของหนัง ตัวละครตัวหนึ่งในหนังเรื่องนี้รอดจากความตายมาได้เพราะความฉลาดของนางเอกที่รู้จักลักษณะของความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ เธอปลอมตัวเป็นผู้พิพากษาหนุ่มไปว่าความในคดีใหญ่ของเมือง โดยอนุญาตให้เจ้าหนี้ชำระความลูกหนี้ด้วยการตัดเนื้อ แต่บอกว่า “ตัดเนื้อได้ แต่อย่าเอาเลือดออกมาด้วย ถ้าติดเลือดแม้แต่หยดเดียว เจ้าหนี้จะต้องเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ตามกฎหมายของเวนิส” ปรากฏว่าเจ้าหนี้ถึงกับผงะ ต้องยอมจำนน ตัดเนื้อไม่ได้ เพราะรู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ตัดเนื้อออกมาจะต้องมีเลือดออกมาด้วย เนื่องจาก “เลือดและเนื้อ” มันเป็นความสัมพันธ์แบบสมวาย แยกกันไม่ได้ มีเนื้อก็ต้องมีเลือด เลือดต้องติดเนื้อ นี่เพราะความฉลาดของนางเอก ที่รู้จักความสัมพันธ์แบบนี้ ลูกหนี้คนนั้นเลยรอดตัวมาจากความตาย
กับอีกตอนหนึ่ง นางเอกได้ทดสอบความซื่อสัตย์ของพระเอก ทดสอบความมั่นคงในความรักของเขา โดยหลังจากที่เธอว่าความให้เพื่อนรักของพระเอกเสร็จแล้ว พระเอกก็เข้ามาชื่นชมในความสามารถของเธอ (โดยที่ไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองกำลังชมอยู่นั้นก็คือเมียของตัวเอง) นางเอกเลยแกล้งขอแหวนที่ตัวเองมอบให้ไว้กับพระเอก แหวนวงนี้เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่จืดจางไปจากใจ ถ้าแหวนวงนี้หายไปจากนิ้วมือของพระเอกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือความรักได้หมดแล้ว พระเอกก็ลังเลใจ เพราะแหวนเป็นคำมั่นสัญญาที่ตัวเองเคยให้ไว้กับนางเอก แต่ตอนนี้จะมีคนมาขอไป ซึ่งคนๆนี้มีบุญคุณกับเพื่อนรักของตัวเองเหลือเกิน ไม่ให้ก็ไม่ได้ ขอแล้วก็ยอมให้เขาไป ยอมเสียแหวนเพื่อทดแทนพระคุณคนที่มาช่วยชีวิตเพื่อนรัก พอพระเอกกลับมาถึงบ้าน นางเอกก็เลยทวงถามถึงแหวนว่าหายไปไหน หมดรักแล้วใช่ไหม ทำไมแหวนไม่อยู่ที่นิ้ว นี่เป็นการทดสอบของนางเอก แล้วก็เพราะความฉลาดของเธอที่รู้ว่า ความรักกับวงแหวนมันเป็นความสัมพันธ์แบบสังโยค แยกกันได้ ไม่มีแหวนไม่ได้หมายความว่าหมดรัก ความรักไม่ได้ผูกติดอยู่กับวงแหวน แต่อยู่ที่ใจ แหวนก็คือแหวน รักก็คือรัก มันไม่ได้เป็นตัวเดียวกัน แต่ที่ทำไปเพราะเป็นการทดสอบเท่านั้น ดูปฏิกิริยาว่าพระเอกจะทำอย่างไร นี่เป็นความฉลาดของนางเอกที่รู้จักแยกแยะความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ความรักของเธอกับเขาจึงยังคงอยู่เหมือนเดิม
ปัญหาของคนเราทุกวันนี้ก็อยู่ตรงนี้ ตรงที่คนเราชอบไปยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ ลืมคิดไปว่าชีวิตของคนเรามีความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ แบบสังโยค เหมือนคนกับเก้าอี้ คนกับจานข้าว คนกับเสียงเพลง คนกับภาพยนตร์ มันแยกกันได้ คนกับความรักก็แยกกันได้ แต่เพราะอุปาทานมันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ มันมีความสัมพันธ์แบบสมวาย คือรู้สึกไปเองว่าแยกไม่ได้ เพราะไปยึดมั่นถือมั่น คิดว่ามันมีตัวตน เลยรู้สึกไปเองว่าขาดมันไม่ได้ เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นก็เลยเป็นทุกข์ ถ้าคิดขึ้นมาเมื่อไหร่ว่าสิ่งต่าง ๆ มันมีความสัมพันธ์กับเราแบบสมวายแล้วก็จะเป็นทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างมันแยกกันได้ เป็นความสัมพันธ์แบบสังโยค ขอให้พิจารณาข้อนี้ให้ดี
Your Comments

==> กรี๊ด!!!!!!!!!! ไม่ไหวแล้วนะครับ ทำไมคนนี้หล่อมากๆๆๆๆ เป็นพิเศษก็ไม่รู้ ตื้นตันใจจริงๆครับที่โลกนี้บันดาลสร้างหนุ่มหล่อคนนี้ขึ้นมา ขอบคุณครับโลกใบเล็กของผม // ZM
==> เราแก้ลิงค์แล้วจ้า ขอบคุณมากเลย // ปุ่น
==> ดีใจที่ได้เห็นบทความอันยอดเยี่ยมของคุณ black forest ชิ้นนี้อีกครั้ง // celinejulie
==> ฮือๆๆๆๆ (ร้องไห้โหยหวนมาแต่ไกล)ปีนี้คงได้ดูเทศกาลหนังยุโรปน้อยมากๆ เลยอ่ะครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลย เศร้าจัง
ข้อมูลส่วนตัวของ merveillesxx
1. ดูเทศกาลหนังยุโรปครั้งแรกก็ปี 2005 อ่ะแหละ (เพิ่งเข้าวงการได้ไม่นาน)
2. ได้คุยตัวเป็นๆ กับมาดาม แมดเดอลีน ครั้งแรกก็ในงานนี้แหละ (หลังจากคุยกันผ่านตัวอักษรมาแรมปี)
3. หนังที่ชอบที่สุดในเทศกาลหนังยุโรปปีที่แล้วคือ Blind Spot (อยากดูหนังเรื่องนี้อีกรอบจังเลย) // merveillesxx
==> ประวัติศาสตร์บางครั้งก็สมควรจะถูกจำ และเรียนรู้ไปกับมัน ถ้ามันสร้างความสุขและความประทับใจให้กับเรา แต่ประวัติศาสตร์บางครั้งก็ต้องจดจำและเรียนรู้มัน แม้ว่ามันจะสร้างบาดแผล และความโศกเศร้าให้กับเราก็ตาม // Lunar
==> จำไม่ได้เลยว่าตัวเองเคยเขียนอะไรแบบนี้ไว้ด้วย (ฮา) อยากดู Angel's Fall อีกรอบมากๆ เพราะตอนดูในเทศกาล ดันเผลอหลับ -____-'' บทวิจารณ์ Angel's Fall ของพี่ Black Forest ชิ้นนี้ ผมยกให้เป็น 1 นใ10 บทวิจารณ์ยอดเยี่ยมของปี 2005 เลยฮะ (แต่โปรดอย่าได้ถามว่าอีก 9 อันคืออะไรบ้าง ฮ่าๆๆๆๆ) // merveillesxx
==> โอ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีแคมเปญแบบนี้ด้วย ขอบคุณฮะที่พี่ black forest เอามาเล่าสู่กันฟัง เวลาพูดถึง In the Name of the Father ผมนึกถึงแต่เพลงของ Jay Chou ^^;; // merveillesxx
==> อ๊า!!! อา....อา!!!! // ZM
==> การเป็นผีมันดีหยั่งงี้นี่เอง เอิ๊ก // Riverdale
==> ถ้าเราไปดูหนังในเทศกาลนี้จะได้เจอข้อ 3 มั้ยนะ :) อ่านข้อความของคุณ Lunar แล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่าคุณ Lunar คงเชี่ยวชาญในประสบการณ์แห่งหัวใจอยู่ไม่น้อย :) เห็นด้วยกับคุณ Lunar ว่าเจ็บแล้วต้องจำครับ (เอ ไม่ทราบว่าจับประเด็นผิดหรือเปล่า 555) แต่ขณะเดียวกันก็อย่าละทิ้งศรัทธาไปเสียทีเดียว // Riverdale
==> น้อง Black Forrest จ๊ะ เวลาเอาคอมเมนท์ของพี่มาเรียงต่อกันแบบนี้ มันดูเหมือนพี่เป็นคนหื่นๆ ยังไงไม่รู้ ฮือๆๆ // Riverdale
Monday, October 30, 2006
Saturday, October 28, 2006
In the Name of the Father : You Can’t Judge A Book By Its Cover

ภาพยนตร์ไอร์แลนด์เรื่อง In the Name of the Father ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 1993 (ผู้ชนะในปีนั้นคือ Schindler’s List ของสปีลเบิร์ก) กำลังจะกลับมาฉายในกรุงเทพฯ อีกครั้งใน เทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2006
ส่วนแคมเปญโฆษณา “In the Name of the Father” ที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ เป็นแคมเปญรณรงค์เพื่อต่อต้านอาการหวาดกลัวเกย์ หรือ Homophobia โดยแคมเปญดังกล่าวลงข้อความอ้างว่า Gay Police Association (GPA) ของอังกฤษ ได้รับการแจ้งความว่ามีเหตุการณ์ที่แสดงอาการหวาดกลัวเกย์เพิ่มขึ้นถึง 74% ในช่วงระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากความเชื่อทางศาสนา
ปรากฏว่าแคมเปญนี้ได้ถูกต่อต้านจาก Advertising Standards Authority (ASA) ของอังกฤษ โดย ASA อ้างว่า GPA ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอาการหวาดกลัวเกย์กำเนิดมาจากความเชื่อทางศาสนา อีกทั้งการนำเสนอรูปพระคัมภีร์ไบเบิ้ลคู่กับหยดเลือดก็มีความไม่เหมาะสมในหลายประการและสร้างความอึดอัดใจให้กับคริสตศาสนิกชนจำนวนมาก
ไม่ว่าข้อเท็จจริงของอาการหวาดกลัวเกย์จะกำเนิดมาจากอะไรก็ตาม Black Forest หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้จะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุขและความเมตตา และตัดสินคนจากการที่เขาเป็นคน “อย่างไร” มากกว่าที่จะตัดสินจากการที่เขาเป็น “อะไร” นั่นเพราะคุณไม่สามารถตัดสินคุณค่าของหนังสือได้จากปกของมัน
คลิกชมภาพแคมเปญขนาดใหญ่ได้ ที่นี่



















